เที่ยวแม่ฮ่องสอน

เคยไปจังหวัดนี้ครั้งแรก ครั้งเดียว จำได้เมื่อประมาณปี 2539 ครั้งนั้น ไปกันสามคน นั่งรถทัวร์ไปลงเชียงใหม่ จากนั้น นั่งรถสองแถวแดง ไปลงประตูท่าแพ เพื่อ ไปเช่ารถมอเตอร์ไซต์ จะขับไปแม่ฮ่องสอน พวกเราสามคน ตกลงเช่ารถมอเตอร์ไซต์ที่ร้าน แถวประตูท่าแพ โดยสนนราคาค่าเช่า อยู่ที่คันละ 150 บาท ต่อวัน มัดจำคันละ 1000 บาท เราสามคน ตัดสินใจเช่ารถมอเตอร์ไซต์ 2 คัน คันแรก ไว้ขับและนั่งซ้อนท้าย (2 คน) คันที่สอง ไว้ขับ และมีกระเป๋าของทั้งสามคนที่ร่วมเดินทางซ้อนท้าย (1 คน) เราตกลงกันว่า ใครอยากนั่ง อยากขับคันไหนก็ได้ตามสบาย และอย่างที่รู้ๆ กัน รถมอเตอร์ไซต์สำหรับเช่า เราไม่รู้ว่าคันไหนกินน้ำมันมากน้อยมากกว่ากัน (ดูจากสภาพรถภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ารถคันไหนกินน้ำมันมากน้อยกว่ากัน) รถตอนนั้นที่ฮิตกันคือ ฮอนด้าดรีม รถที่ทั้งอึดและประหยัด ทีนี้เราก็ตกลงกันว่า เวลาเติมน้ำมันรถสองคันนี้ ให้เอาเงินกองกลางที่ลงกันไว้มาเติม ไม่ว่ารถคันไหนจะเติมกี่มากน้อยกว่ากัน โดยขั้นแรก หลังจ่ายเงินค่ามัดจำรถแล้ว พวกเราเอารถทั้งสองคัน ไปเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อน (ร้านมีน้ำมันให้นิดหน่อยที่เหลืออยู่ในถังจากลูกค้าคนก่อนหน้า) ซึ่งก็เป็นจริงในการใช้งานตลอดหลายๆ วัน ที่เราลองขับตามๆ กันไปทุกที่ อีกคันซดน้ำมันมากๆ อีกคันประหยัดกว่า ทั้งๆ ที่ดูสภาพรถแล้วพอๆกัน ซึ่งทุกครั้งเราจะเติมเต็มถัง พอไปถึงปั๊มหน้าที่ต้องเติม เราก็เติมเต็มถังทุกๆ ครั้งไป…

February 8, 2015
Read More >>

แม่ฮ่องสอน

หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง จังหวัดแม่ฮ่องสอนตั้งอยู่ทางตอนบนของภาคเหนือ เป็นหนึ่งในหลายจังหวัดชายแดนด้านตะวันตกของไทย มีความโดดเด่นในหลายลักษณะ ทั้งสภาพภูมิประเทศและความหลากหลายของประชากร จากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นจังหวัดที่มีประชากรเบาบางที่สุดในประเทศ โดยมีประชากรน้อยมากเป็นอันดับ 3 ในขณะที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 8 ของประเทศแม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองสามหมอก” เนื่องจากเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน อากาศเย็นและมีหมอกปกคลุมตลอดทั้ง 3 ฤดูของปี มีป่าไม้หนาแน่น ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทิวทัศน์สวยงาม มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมากมาย นับเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของภูมิภาคและของประเทศสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองแม่ฮ่องสอนเดิมเป็นชุมชนบ้านป่า ไม่มีผู้ใดปกครอง มีชาวไทยใหญ่บางส่วนจากชายแดนประเทศสหภาพพม่าที่อพยพเข้ามาทำมาหากิน ทำไร่ทำสวนเป็นบางฤดูกาล ความสำคัญของเมืองนี้ในสมัยนั้น เป็นเพียงทางผ่านของกองทัพพม่า ที่เดินทัพไปยังกรุงศรีอยุธยาหรือหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทยในปี พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม (แม่สะเรียง) และเมืองปาย ตั้งเป็นเขตปกครองที่เรียกว่า “บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก” ตั้งที่ว่าการอยู่ที่เมืองขุนยวม แล้วย้ายไปตั้งที่เมืองยวมในปี พ.ศ. 2446 ต่อมาในปี พ.ศ. 2453 ก็เปลี่ยนชื่อเขตอีกครั้งเป็น “บริเวณพายัพเหนือ” แล้วย้ายที่ว่าการไปตั้งที่เมืองแม่ฮ่องสอน และขึ้นตรงต่อข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพจนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็น “จังหวัดแม่ฮ่องสอน” จนถึงปัจจุบัน

February 8, 2015
Read More >>

ยโสธร

เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ จังหวัดยโสธรเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตภาคอีสานตอนล่าง มีชื่อเสียงในการทำบั้งไฟจนได้ชื่อว่า “เมืองบั้งไฟ” ปัจจุบันมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยเฉพาะเป็นแหล่งปลูกข้ามหอมมะลิที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศยโสธรมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และด้วยบรรยากาศของเมืองที่มีความสงบเงียบและเรียบง่ายตามแบบฉบับของเมืองอีสานที่ความเจริญในด้านต่างๆ ยังมีไม่มากนัก ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้จึงได้สัมผัสกับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวอีสานดั้งเดิม และวัฒนธรรมพื้นบ้านอันงดงามบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่นับวันจะหาได้ยากในสังคมเมืองปัจจุบัน จังหวัดยโสธรมีเนื้อที่ประมาณ 4,161 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.6 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 54 ของประเทศ พื้นที่ทางตอนบนส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่ราบแบบลูกคลื่น ทางตอนใต้เป็นที่ราบต่ำสลับซับซ้อน มีแม่น้ำชีไหลผ่าน และมีหนองบึงกระจายอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำชี ลำน้ำทวน ลำโพง และลำน้ำยังยโสธรเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุบลราชธานี โดยเริ่มก่อตั้งเป็นเมืองขึ้นในราวปี พ.ศ. 2314 เมื่อพระเจ้าตาของเจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวารมาตั้งเมืองใหม่ ชื่อ “เมืองหนองบัวลุมภู” ต่อมาเมื่อสิ้นเจ้าพระวอ เจ้าคำผงผู้น้องและบริวารจึงอพยพขึ้นมาตามลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้ง แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ภายใต้ปกครองของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองดังกล่าวนี้ว่า “เมืองอุบล” และเจ้าคำผงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบลหลังจากนั้นเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องของเจ้าคำผง พร้อมกับไพร่พลและญาติอีกส่วนหนึ่งได้ขอแยกตัวไปอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า ซึ่งมีเจ้าคำสูปกครองอยู่ และได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรืองจนกระทั่งปี พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และพระราชทานนามว่า “เมืองยศสุนทร” ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมือง…

February 8, 2015
Read More >>

ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี

ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยชาวบ้านในแต่ละคุ้มวัดก็จัดตกแต่งต้นเทียนของวัดตนให้สวยงาม นำมารวมกันที่บริเวณทุ่งศรีเมืองเพื่อประกวดแข่งขัน ชมบวนแห่เทียนทั้งประเภทแกะสลัก และติดพิมพ์ และรว่มเที่ยวชมงาน อาทิ กิจกรรม เอ้เมืองเรืองโรจน์,ลั่นกลองโฮม ฮ่วมบุญเข้าพรรษา,เยือนชุมชน คนทำเทียน,ถนนสายธรรม ถนนสายเทียนพิธีรับเทียนหลวงและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทาน,เสพงันมโหรีมหาดุริยางค์,สืบสานศิลป์ เทียนถิ่นไทยดี, ของฝากของต้อน,งานพงแลง เบิ่งแญงสาวงามเทียนพรรษา,มหาเวียนเทียนวันอาสาฬบูชา,วิจิตรอลังกา,สว่างไสว ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม,แห่ฟ้อนบูชา ราชธานีแห่เทียน ตลอดทั้งพิธีเปิดขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา,พิธีมอบรางวัลต้นเทียน

February 8, 2015
Read More >>

อุบลราชธานี

เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์ อุบลราชธานีเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่สามารถเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเส้นเวลาหลักของประเทศ ที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก และมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคขอมโบราณ ที่ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทยถิ่นอีสานปัจจุบันเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอุบลราชธานียังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า พืชพรรณนานาชนิด แหล่งน้ำขนาดใหญ่น้อยหลายแห่ง และภูมิทัศน์ที่งดงามแปลกตาโดดเด่น รวมทั้งมีโรงแรมที่พักมากมายและการคมนาคมสะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสนามบิน ทำให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ของภูมิภาค ที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือน จังหวัดอุบลราชธานีมีเนื้อที่ประมาณ 16,113 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 10 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ ตั้งอยู่ในบริเวณแอ่งโคราช ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงลาดเอียงไปทางตะวันออก มีแม่น้ำมูลไหลผ่านกลางจังหวัดจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก มาบรรจบกับแม่น้ำชีแล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม มีภูเขาสลับซับซ้อนทางตอนใต้ เทือกเขาสำคัญ คือ เทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาพนมดงรักอุบลราชธานีเป็นเมืองใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ในอดีตบริเวณพื้นที่แถบนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเขมรหรือขอมโบราณ ต่อมาอาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจไป จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีก็ได้ทรงรวบรวมดินแดนแถบนี้เข้าอยู่ภายใต้การปกครอง แต่ต่อมาชุมชนดังกล่าวก็เกิดการแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายอยู่เป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรวบรวมดินแดนแถบนี้เป็นอาณาจักรได้สำเร็จอีกครั้ง และได้สถาปนาอาณาจักรกรุงธนบุรีขึ้น ตรงกับที่ท้าวคำผง (พระประทุมวรราชสุริยวงศ์) แห่งเมืองเวียงจันทน์ ได้อพยพจากหนองบัวลำภูมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณดงอู่ผึ้งริมฝั่งแม่น้ำมูล บริเวณอำเภอดอนมดแดงในปัจจุบัน และต่อมาได้เกิดอุทกภัยขึ้น จึงได้ย้ายชุมชนมาตั้งอยู่ที่บริเวณตัวจังหวัดในปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “อุบลราชธานี” ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร และให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรก โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “พระปทุมวงศา”…

February 8, 2015
Read More >>